โครงการประเมินผลการดำเนินงานประจำปี พ.ศ. 2553 (การประเมินภายนอก) องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

ชื่องานวิจัย


โครงการประเมินผลการดำเนินงานประจำปี พ.ศ. 2553 (การประเมินภายนอก) องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

เสนอต่อ


องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท)

รายชื่อนักวิจัย


รศ.ดร. ปัทมาวดี ซูซูกิ *

บทคัดย่อ


การประเมินผลการดำเนินงานของ ส.ส.ท. ประจำปี 2553
รศ.ดร.ปัทมาวดี ซูซูกิ

บทสรุปผู้บริหาร

การ ประเมินผลการดำเนินงานประจำปีโดยคณะกรรมการจากภายนอก ตามมาตราที่ 50 ของพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 (พรบ.ส.ส.ท.) มีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามตรวจสอบให้การดำเนินงานขององค์การกระจายเสียงและ แพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) เป็นไปตามเจตนารมณ์ มีประสิทธิภาพ เกิดผลสัมฤทธิ์ มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ สร้างความรับผิดชอบและความเชื่อถือแก่สาธารณชนในกิจการขององค์การ ยิ่งไปกว่านั้น คณะกรรมการนโยบายได้ประกาศ “นโยบายการประเมินผลการดำเนินงานประจำปี” เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2553 กำหนดให้ระบบการประเมินประจำปีในแต่ละปีมีความก้าวหน้า สามารถติดตามและตรวจสอบการดำเนินงานขององค์การได้อย่างมีความน่าเชื่อถือทาง วิชาการ สามารถให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ในการปรับปรุงประสิทธิภาพการกำหนดนโยบาย และการบริหารงานอย่างต่อเนื่อง การประเมินผลการดำเนินงานของ ส.ส.ท.ในปี 2553 นี้ จึงต้องพิจารณาประเมินและให้ข้อเสนอแนะทั้งด้านประสิทธิภาพประสิทธิผลของการ ดำเนินงาน ความพึงพอใจของผู้ชม การพัฒนาองค์การ และการพัฒนาระบบการประเมินอีกด้วย อย่างไรก็ดี เนื่องจากการประเมินโดยคณะกรรมการจากภายนอกยังยังอยู่ในระหว่างการดำเนินการ ผลที่นำเสนอในที่นี้ทุกประเด็นจึงเป็นเพียงผลการประเมินเบื้องต้น และยังขาดการวิเคราะห์เรื่องความพึงพอใจของผู้ชมผู้ฟัง และประสิทธิผล

กรอบ แนวคิดในการประเมินภายนอกในปี 2553 ใช้การวิเคราะห์เชิงระบบโดยพิจารณาจากปัจจัยนำเข้า (inputs) ได้แก่ บุคลากร วัสดุอุปกรณ์สถานที่ เทคโนโลยี งบประมาณกระบวนการ (process) ได้แก่ การกำหนดนโยบาย การนำนโยบายสู่การปฎิบัติ ผลผลิต (outputs) ได้แก่ ผังรายการและรายการที่เผยแพร่ทางหน้าจอและช่องทางต่างๆ ผู้ผลิตอิสระและนักข่าวพลเมือง ผลได้ (outcome) ได้แก่ การเข้าถึงและความพึงพอใจของผู้ชมผู้ฟังรายการ และผลกระทบ (impacts) ได้แก่ การบรรลุวัตถุประสงค์ของ ส.ส.ท. การวิเคราะห์เชิงระบบอยู่ภายใต้กรอบ พรบ. สสท. ธรรมาภิบาล และความเป็นสื่อสาธารณะ

การประเมินประสิทธิภาพ พิจารณาจากปัจจัยนำเข้า ผ่านกระบวนการ ไปสู่ผลผลิตและผลได้ขององค์การ โดยประเมินประสิทธิภาพการบริหารจัดการเชิงคุณภาพภายใต้กรอบธรรมาภิบาลและ จริยธรรมองค์การ (ได้แก่ การนำองค์การ การวางแผน การมุ่งเน้นผู้ปฎิบัติงาน การสื่อสารภายในและภายนอก การจัดการความรู้ การติดตามประเมินผลและนำผลการประเมินไปปรับใช้ การสร้างภาคีความร่วมมือ) ตัวชี้วัดเชิงปริมาณที่สำคัญได้แก่ การวิเคราะห์การจัดสรรและการใช้งบประมาณและบุคลากรที่สอดคล้องกับเป้าหมาย ฐานะทางการเงิน โครงสร้างต้นทุนและต้นทุนต่อหน่วยในการผลิตและจัดหารายการ ประสิทธิผลของต้นทุน (ต้นทุนในการเข้าถึงผู้ชมผู้ฟัง) ซึ่งชี้ความคุ้มค่าทางการเงิน ต้นทุนต่อหน่วยในการสนับสนุนผู้ผลิตอิสระและนักข่าวพลเมือง

การ ประเมินการพัฒนาองค์การ พิจารณาการพัฒนาเชิงโครงสร้างและสถาบัน การพัฒนาเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร การพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือและพันธมิตร การพัฒนาคุณภาพของรายการที่ผลิต วิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคของการขับเคลื่อนพัฒนาองค์การไปสู่เป้าหมาย  

การ ประเมินการพัฒนาองค์การและประสิทธิภาพจะใช้ข้อมูลและเอกสารของ ส.ส.ท. การสัมภาษณ์เชิงลึกบุคลากรทุกระดับที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้แก่ กรรมการนโยบาย กรรมการบริหาร ผู้ปฏิบัติงาน ผู้ผลิตอิสระ นักข่าวพลเมือง ผู้ชมผู้ฟังทั่วไป บุคคลที่มีศักยภาพเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง การประเมินธรรมาภิบาลและจริยธรรมองค์การจะประเมินด้วยแบบสอบถามบุคลากรใน องค์การ

การประเมินประสิทธิผล 6 ประการของ ส.ส.ท.ในระดับต่างๆ คือ การรับรู้ เข้าใจ การเปลี่ยนทัศนคติ และการเปลี่ยนพฤติกรรม และการนำไปใช้ประโยชน์พิจารณาจากผลผลิต ผลได้ไปสู่ผลกระทบ กล่าวคือ ผังรายการที่ควรสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ การเข้าถึงและความพึงพอใจของผู้ชมผู้ฟัง การบรรลุวัตถุประสงค์

การ ประเมินความพึงพอใจของประชาชนทั่วไปใช้การประเมินด้วยแบบสอบถามประมาณ 1000 ชุดใน 5 พื้นที่ การประเมินประสิทธิผลของ ส.ส.ท. จะใช้ข้อมูลจากการจัดเวทีสนทนากลุ่ม (focus groups) ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนสภาผู้ชมผู้ฟัง ตัวแทนภาคประชาสังคม ครู ข้าราชการ ผู้ประกอบการเอกชน เกษตรกร เยาวชนในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ นครปฐม ตราด ขอนแก่น เชียงใหม่ สงขลา   จังหวัดละประมาณ 30 คน

ผลการประเมิน

ใน ระยะสามปี ส.ส.ท. มีการพัฒนาองค์การในทางบวก โดยเฉพาะการพัฒนาเชิงสถาบัน (กฎกติกา) การพัฒนาการบริหารจัดการที่เป็นระบบมากขึ้น และการพัฒนารายการ

ใน เชิงสถาบัน มีการจัดทำระเบียบองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยว่าด้วย การรับและพิจารณาเรื่องร้องเรียนจากประชาชน (2551) ระเบียบฯว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินการของสภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ (2551) ข้อบังคับฯว่าด้วยจริยธรรมของกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน (2551) ข้อบังคับฯว่าด้วยจริยธรรมของวิชาชีพเกี่ยวกับการผลิตและการเผยแพร่รายการ (2552)  

ด้านการบริหารจัดการ มีการกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ วัตถุประสงค์(2552) แผนการจัดทำรายการขององค์การประจำปี มีการพัฒนาศูนย์ข่าวภูมิภาคในภาคเหนือ ภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การเพิ่มงบประมาณสำหรับการผลิตและจัดหารายการ (2552 และ 2553)  การสร้างสถานที่ทำการแห่งใหม่ มีความร่วมมือกับองค์การต่างประเทศ (2553) มีการรับบุคลากรเติมเต็มตำแหน่งที่ยังว่างอยู่โดยเฉพาะในระดับบริหารและด้าน ประชาสังคม (2553) ซึ่งน่าจะช่วยให้ ส.ส.ท. ดำเนินการในระยะต่อไปได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น  

ส.ส.ท.มีจุดแข็งคือ พรบ. สสท. ที่ออกแบบให้ ส.ส.ท. มีความเป็นอิสระและมีระบบธรรมาภิบาลทั้งในด้านโครงสร้างและกฎกติกาเพื่อรอง รับการเป็นสื่อสาธารณะ การนำองค์การมีจุดเด่นในเรื่องความก้าวหน้าของการออกระเบียบต่างๆ และมีความพยายามสร้างความเข้มแข็งเคร่งครัดในเรื่องจริยธรรมวิชาชีพ ธรรมาภิบาลและจริยธรรมบุคลากรกลุ่มต่างๆอยู่ในระดับดีพอใช้ แต่ยังมีจุดอ่อนในเรื่องการวางแผนเชิงกลยุทธ์ การวัดวิเคราะห์และจัดการความรู้ และการสื่อสารภายในองค์กรยังมีจุดอ่อน

ด้วย โครงสร้างที่เข้มแข็ง ส.ส.ท.เป็นองค์การที่มีธรรมาภิบาลในระดับเป็นที่น่าพอใจ แต่ยังประสบปัญหาความไม่ไว้วางใจระหว่างกันเนื่องจากประสบปัญหาในการบริหาร บุคลากรและการสื่อสารทั้งด้านอุดมการณ์สื่อสาธารณะและการปฎิบัติงาน แม้ว่า ส.ส.ท. จะได้ปรับปรุงเรื่องดังกล่าวมาโดยตลอด โดยเฉพาะในครึ่งหลังของปี 2553 แต่ก็ยังไม่ครบถ้วน

ด้านการเงิน  เมื่อพิจารณา “ฐานะทางการเงิน” แล้วพบว่า ส.ส.ท. มีขนาดเล็กกว่า บมจ. บีอีซี เวิลด์ และบมจ. อสมท. แต่ ส.ส.ท. เป็นองค์กรที่มีส่วนของทุนเป็นจำนวนมากกว่าหนี้สินอยู่เป็นจำนวนมาก และดำเนินงานโดยอาศัยภาษีที่เรียกเก็บจากผู้เสียภาษีตามกฎหมายว่าด้วยสุรา และยาสูบจากกรมสรรพสามิตและกรมศุลกากรซึ่งแตกต่างจากสื่อพาณิชย์ที่ต้องหา รายได้   อย่างไรก็ตามทั้งสามองค์กรเป็นองค์กรที่มี “รายได้สูงกว่าค่าใช้จ่ายสุทธิ”

ในปี 2553  ส.ส.ท. มีประสิทธิภาพทางการเงินและการบริหารจัดการด้านต้นทุนในระดับปานกลาง เมื่อวิเคราะห์ประสิทธิภาพทางการเงินผ่าน “สัดส่วนทางการเงิน” แล้วพบว่า ส.ส.ท. มีอัตราส่วนกำไรสุทธิสูงกว่าสื่อพาณิชย์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่ำกว่าองค์กรอื่น เพราะ ส.ส.ท. ทำหน้าที่ในฐานะสื่อสาธารณะ การผลิตรายการและลักษณะรายการจึงแตกต่างจากสื่อพาณิชย์อื่นซึ่งมีค่าใช้จ่าย ในผลิตรายการค่อนข้างสูงเนื่องจากมีค่าใช้จ่ายรายการบางอย่างที่ผูกโยงกับ ระดับความนิยมของรายการ อีกส่วนหนึ่งก็สะท้อนด้วยเช่นกันว่า ส.ส.ท. ยังไม่สามารถบริหารจัดการและนำรายได้ที่มีอยู่ไปใช้อย่างเต็มที่โดยเฉพาะใน การผลิตรายการที่มีคุณภาพและติดตลาด การสนับสนุนผู้ผลิตรายการอิสระทางด้านอื่นนอกจากการให้ค่าตอบแทนรายตอน อาทิเช่น การอบรม การเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง ส.ส.ท. และผู้ผลิตรายการอิสระ การพัฒนาเนื้อหา (content) ให้ต่อเนื่องเพื่อนำไปใช้หรือใช้ซ้ำ (reuse) ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด เป็นต้น

นอกจากนี้ ส.ส.ท. ยังมีสภาพคล่องสูงที่สุดเนื่องจาก ส.ส.ท. มีสินทรัพย์หมุนเวียนอยู่เป็นจำนวนมาก สามารถสร้างผลตอบแทนจากสินทรัพย์ที่ตนเองมีอยู่ ไม่แตกต่างจากองค์กรสื่อพาณิชย์นอกจากนี้   การขาดการวางแผนการทำงานเพื่อมุ่งเป้า ทำให้เป้าหมาย กำลังคน และงบประมาณไม่สอดคล้องกันนักทำให้การใช้งบประมาณไม่มีประสิทธิภาพคือมี อัตราการจ่ายจริงต่ำกว่างบประมาณที่กำหนดไว้พอสมควร ทำให้เสียโอกาสในการพัฒนาองค์การ ดังนั้น การวางแผนองค์กรและกลยุทธ์เพื่อใช้งบประมาณในการดำเนินงานอย่างมี ประสิทธิภาพเพื่อเพิ่มสาระ ความหลากหลาย และความเข้มข้นให้แก่รายการของ ส.ส.ท. จึงเป็นสิ่งที่ควรดำเนินการในการขั้นต่อไป  

ผลการวิเคราะห์ “โครงสร้างต้นทุน” พบว่าในการดำเนินงานของ ส.ส.ท. ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่มาจากต้นทุนผลิตและจัดหารายการและเงินเดือนและค่าตอบแทน โดยมีสัดส่วนที่ไม่แตกต่างกันมากนัก ซึ่งแตกต่างจากสื่อพาณิชย์ที่ให้น้ำหนักแก่ค่าใช้จ่ายเพื่อการผลิตและจัดหา รายการเป็นอย่างมากข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นว่า ส.ส.ท. ในภาวะที่ “รายได้สูงกว่าค่าใช้จ่ายสุทธิ” ยังมี “ช่องว่าง” ที่สามารถขยายการดำเนินงานและใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็นเพื่อปรับปรุงและพัฒนา รายการ สนับสนุนผู้ผลิตอิสระ ประชาสัมพันธ์ เพิ่มสวัสดิการให้แก่พนักงาน และเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารภายในองค์กรได้อีกมาก

เมื่อพิจารณา “ประสิทธิผลทางด้านต้นทุน” ในการเข้าถึงผู้ชมหนึ่งรายในช่วงเวลาหนึ่งแล้วพบว่าโดยรวมแล้ว ส.ส.ท. มีความสามารถในการจัดสรรและใช้ทรัพยากรให้เข้าถึงผู้ชมหนึ่งรายได้ดีระดับ กลาง ไม่เทียบเท่ากับองค์กรสื่อพาณิชย์ที่สามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่เข้าถึงผู้ ชมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า และเมื่อพิจารณาเฉพาะต้นทุนผลิตและจัดหารายการแล้วพบว่า ส.ส.ท. กลับมีค่าใช้จ่ายเงินเดือนและค่าตอบแทนเพื่อเข้าถึงผู้ชมหนึ่งรายในหนึ่ง นาทีและหนึ่งชั่วโมงอยู่ในระดับกลาง แต่มีค่าใช้จ่ายสำหรับสวัสดิการเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ด้านรายการ ปี 2553 ส.ส.ท. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านรายการมากขึ้นดังเห็นได้จากการเพิ่มขึ้นของงบ ประมาณในส่วนดังกล่าวจากปีที่ผ่านมาถึงร้อยละ 33   มีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การจัดผังรายการเพื่อเพิ่มความหลากหลายและคุณภาพของ รายการให้ตอบสนองกลุ่มผู้ชมเฉพาะมากขึ้น โดยในกระบวนการจัดทำรายการและผังรายการอยู่บนฐานข้อมูลและการระดมความคิด เห็นจากหลากหลายภาคส่วน มีความพยายามที่จะขยายฐานผู้ชมโดยการสร้างฐานผู้ชมใหม่ในช่วง Prime Time  เน้นไปยัง กลุ่มเด็ก ครอบครัว เยาวชน และคนรุ่นใหม่ พร้อมกับเพิ่มสัดส่วนรายการสาระบันเทิง รายการคุ้มครองผู้บริโภค รายการเพื่อผู้สูงอายุ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รายการด้านการเกษตร พร้อมกับเน้นการนำเสนอรายการเชิงประเด็นที่ทันต่อสถานการณ์ ส่งเสริมสังคมประชาธิปไตย และสร้างเสริมความคิดและนวัตกรรมใหม่ ๆ สำหรับในภาพรวม การจัดสรรเนื้อหาเพื่อนำเสนอสู่หน้าจอจริงเป็นสัดส่วน ข่าวสารร้อยละ 38.18 สาระบันเทิงร้อยละ 23.66 และสาระความรู้และสารคดีร้อยละ 38.16 (สัดส่วนรายการจากผังรายการเดือนมิถุนายน 2553) อันเป็นสัดส่วนที่ใกล้เคียงตามที่กำหนดไว้ใน พรบ. ส.ส.ท. และมีสถิติของบริษัทผู้ผลิตอิสระที่มีส่วนร่วมในการผลิตรายการให้กับสถานี โทรทัศน์ทีวีไทยเพิ่มขึ้นจากปี 2551 ซึ่งมีจำนวน 18 บริษัท มาเป็น 43 บริษัทในปี 2553

ด้านเทคโนโลยี   ในระยะสามปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีและการส่งสัญญาณไปยังผู้รับยังเป็นจุดอ่อนและเป็นข้อจำกัดในการ เข้าถึงของประชาชนในหลายพื้นที่ที่จัดเวทีสนทนากลุ่ม เช่น บางพื้นที่ของจังหวัดตราด จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น แต่ ส.ส.ท. ก็อยู่ในระหว่างการพัฒนาระบบเทคโนโลยีใหม่ซึ่งคาดว่าจะเป็นผลดีในการเข้าถึง ผู้ชมผู้ฟังมากขึ้น

ด้านกลไกด้านประชาสังคม เป็นนวัตกรรมที่สำคัญของ ส.ส.ท. ในการเป็นสื่อสาธารณะที่เปิดพื้นที่ให้ประชาชนในฐานะพลเมือง มีบทบาทให้ความคิดเห็นทั้งด้านการรับชมรับฟัง (สภาผู้ชมผู้ฟังรายการ) และบทบาทด้านการผลิตรายการ (นักข่าวพลเมือง นักข่าวอิสระ) อย่างไรก็ดี กลไกด้านประชาสังคมยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ยังมีกลไกการบริหารที่ซ้ำซ้อน ปัญหาความเข้าใจของผู้เข้ามามีส่วนร่วมต่อบทบาทของตนและต่อความเป็นสื่อ สาธารณะ ปัญหาประสิทธิภาพการใช้งบประมาณ เป็นต้น นอกจากนี้ คณะผู้ประเมินพบว่า การทำงานของนักข่าวพลเมือง ศูนย์ข่าวภูมิภาค และสภาผู้ชมผู้ฟังยังไม่ได้ถูกเชื่อมโยงและยังมีช่องว่างในการพัฒนาเพื่อให้ สามารถใช้ประโยชน์จากเครือข่ายเหล่านี้ได้อย่างเต็มที่

อย่างไรก็ดี ส.ส.ท. มีความพยายามปรับปรุงแก้ไขจุดอ่อนดังกล่าวและจำเป็นต้องมีการติดตามประเมินผลต่อไป

ใน ด้านการสนับสนุนและความพึงพอใจ  ตลอดปี 2553 สถานีโทรทัศน์ทีวีไทยมีระดับความนิยมโดยรวมอยู่ในอันดับ 5 เมื่อเปรียบเทียบกับสถานีโทรทัศน์ฟรีทีวีทั่วประเทศทั้งหมด 6 ช่อง  ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายของการได้รับความนิยมในอันดับ 4 ได้ อย่างไรก็ดี สถานีโทรทัศน์ทีวีไทยได้ความนิยมสูงสุดเป็นอันดับ 3 ในระหว่างเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงที่มีวิกฤตการณ์ทางการเมือง อันเป็นภาวะที่ประชาชนมีความจำเป็นในการแสวงหาและต้องการรับรู้ข้อมูลข่าว สารที่มากที่สุด สะท้อนศักยภาพในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ที่มีความเป็นกลางและน่าเชื่อถือเมื่อเปรียบเทียบกับสถานีโทรทัศน์ช่อง อื่น   จากการประเมินโดยผู้เข้าร่วมเวทีสนทนากลุ่ม ในเบื้องต้นพบว่า การบรรลุวัตถุประสงค์ของ ส.ส.ท. อยู่ในระดับดี   ผู้เข้าร่วมเวทีพอใจผลการดำเนินงานของ ส.ส.ท.มากกว่าช่องอื่นๆ ในเรื่องการเป็นอิสระ ไม่มีโฆษณา และการสร้างพื้นที่ให้คนในสังคม แต่ก็ยังต่ำกว่าความคาดหมายที่ผู้เข้าร่วมเวที มีต่อการเป็นสื่อสาธารณะ  โดยเฉพาะในประเด็นการเจาะลึกการติดตามเรื่องราวอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการหาทางออกให้สังคม

ในส่วนของการประเมินประสิทธิผลการดำเนิน งานของส.ส.ท. ข้อมูลส่วนหนึ่งได้จากการจัดเวทีสนทนากลุ่มผู้ชมรายการของส.ส.ท.ที่อาศัย อยู่ในเขตและนอกเขตเทศบาลของ 5 จังหวัดที่เป็นพื้นที่เป้าหมายการประเมินครั้งนี้ ได้แก่จังหวัดนครปฐม ขอนแก่น สงขลาและตราดพบผลเบื้องต้นดังต่อไปนี้ กลุ่มผู้ชมรายการส่วนใหญ่(ร้อยละ 60 ขึ้นไป) เห็นว่ารายการของส.ส.ท.ที่แพร่ภาพในปีพ.ศ. 2553 นั้น บรรลุวัตถุประสงค์หกประการของ ส.ส.ท. ในระดับค่อนข้างดี กล่าวคือ สามารถสะท้อนถึงความหลากหลายของสังคมเป็นพื้นที่ให้แก่กลุ่มผู้ด้อยโอกาสและ กลุ่มเฉพาะต่างๆอย่างเหมาะสมทั้งในระดับชุมชนและระดับชาติ สามารถเป็นเครื่องมือแห่งการเรียนรู้เสริมสร้างสติปัญญาและสุขภาวะ แก่ประชาชนทุกหมู่เหล่า ทุกระดับอายุให้เป็นพลเมืองคุณภาพ  สามารถส่งเสริมการรับรู้และการมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมของประชาชนในการ สร้างสังคมประชาธิปไตยที่เป็นธรรมมีความกล้าหาญในการรายงานข่าวสารและเสนอ ประเด็นโต้เถียงโดยยึดถือประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ ช่วยสร้างแรงบันดาลใจกระตุ้นให้เกิดจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์เพื่อยก ระดับสุนทรียภาพให้กับสังคม

อย่างไรก็ดี แม้ว่ากลุ่มผู้ชมรายการส่วนใหญ่ในทั้ง 5 จังหวัดจะเห็นว่ารายการของ ส.ส.ท.ที่แพร่ภาพ ในปี พ.ศ.2553 ก่อให้เกิดผลบรรลุตามวัตถุประสงค์ขององค์การที่กำหนดไว้ก็ตาม แต่ก็ยังพบว่าผลที่เกิดขึ้นมีความแตกต่างกันไป กล่าวคือ รายการสามารถส่งเสริมให้เกิดการรับรู้และการมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมกัน เป็นเครื่องมือแห่งการเรียนรู้และสะท้อนความหลากหลายของสังคม เป็นพื้นที่ให้แก่กลุ่มผู้ด้อยโอกาสได้ค่อนข้างมาก แต่ยังสามารถสร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์อันดีระหว่างชุมชน ประชาชนและประชาคมโลกได้ค่อนข้างน้อย

ส่วนผลกระทบของรายการที่มีต่อ กลุ่มผู้ชมรายการนั้น พบว่ากลุ่มผู้ชมรายการในบางพื้นที่มากกว่าครึ่งระบุว่ารายการของส.ส.ท.ที่ แพร่ภาพ ในปี พ.ศ. 2553 ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตัวเองในหลายๆด้านด้วยกัน เช่น มีพฤติกรรมและทัศนคติตลอดจนการปฏิบัติต่อผู้อื่นในทางที่ดีขึ้น ต้องการอุทิศตนและมีส่วนร่วมในการทำความดีให้สังคม รวมทั้งการผลักดันให้เกิดสิ่งใหม่ๆ และการขับเคลื่อนกิจกรรมในชุมชน หรือการระลึกถึงความเป็นไทย เป็นต้น

ข้อจำกัดของ ส.ส.ท. การพัฒนาดำเนินงานของ ส.ส.ท. มีข้อจำกัดหลายประการ กล่าวคือ แม้จะมีข้อเท็จจริงเรื่องความแตกต่างของแนวคิดและประสบการณ์การทำงานของ บุคลากรในระดับปฏิบัติ แต่จากการสัมภาษณ์เชิงลึกบุคลากรหลายฝ่ายให้ความเห็นสอดคล้องกันว่า มีแนวโน้มที่บุคลากรจะการหลอมรวมกันได้ดีขึ้นและคณะผู้ประเมินเห็นว่าปัญหา ดังกล่าวไม่ใช่ประเด็นยาก   แต่เรื่องที่ยากกว่าคือ การทำความเข้าใจร่วมกันในการตีความความหมายสื่อสาธารณะและวิธีการทำงานของ สื่อสาธารณะที่เหมาะสมกับบริบทสังคมไทย เพราะความเข้าใจที่ไม่ตรงกันมีผลกระทบโดยตรงในการกำหนดนโยบายและทิศทางการทำ งานของ ส.ส.ท. และการนำนโยบายสู่ภาคปฎิบัติ

ภายใต้การนำองค์การของ กรรมการนโยบายและกรรมการบริหาร การตีความเป้าหมายของสื่อสาธารณะและการหาแนวทางการดำเนินงานยังมีความแตก ต่างกันทั้งนี้เนื่องจากการมีความคิดและประสบการณ์คนละชุด ผู้มีประสบการณ์ด้านสื่อมักมีแนวคิดว่าสื่อสาธารณะควรนำเสนอข้อเท็จจริงรอบ ด้านภายใต้ชุดความคิดว่าผู้ชมผู้ฟังสามารถตัดสินใจและคิดเองได้ ส่วนผู้มีประสบการณ์ภาคประชาสังคมมีแนวโน้มจะมีแนวคิดว่าสื่อสาธารณะที่ควร มีบทบาทในการกลั่นกรอง นำสังคม เนื่องจากมีประสบการณ์และชุดความคิดว่าคนในสังคมมีความแตกต่างในด้านโอกาส และการมีพื้นที่ทางสังคม บุคลากรของ ส.ส.ท. ยังไม่สามารถตกผลึกทางความคิดร่วมกันเพื่อหาจุดสมดุลของการเป็นสื่อสาธารณะ ในหลายประเด็น อาทิเช่น สมดุลระหว่าง (1) การนำเสนอรายการที่สร้างอัตลักษณ์ มีกลุ่มเป้าหมายชัดเจนกับการสร้างความหลากหลายของรายการเพื่อตอบสนองผู้ชม ทุกกลุ่มในวงกว้าง (2) การผลิตรายการที่ตนถนัดผลิตได้ดีแต่คนดูน้อยกับการผลิตรายการเพื่อดึงให้คน ดูมากแต่ต้องแข่งขันกับสื่ออื่นๆ (3) ความรวดเร็วฉับไวในการผลิตสื่อกับการดำเนินการตามขั้นตอนกฎระเบียบเพื่อให้ เกิดความโปร่งใสตรวจสอบได้ (4) รูปแบบการนำเสนอที่เป็นทางการเพื่อความน่าเชื่อถือกับรูปแบบการนำเสนอที่ เร้าใจ เข้าใจง่ายเข้าถึงผู้ชมได้มากขึ้น เป็นต้น การต้องหาจุดสมดุลเหล่านี้ทำให้เกิดการตั้งคำถามถึงองค์ประกอบของกรรมการ นโยบาย และกรรมการบริหารตาม พรบ. คือ สัดส่วนภาคประชาสังคม ภาคสื่อ และภาคบริหารควรเป็นเท่าใด รวมถึงการปรับแนวความคิดและวิธีการทำงานของบุคลากรแต่ละระดับ  

ปัญหา ที่สำคัญอีกประการในการนำองค์การเกี่ยวข้องกับขอบเขตในการทำงานของกรรมการ นโยบายและกรรมการบริหาร และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์การตลอดระยะเวลาสามปี บทบาทที่เข้มข้นของคณะกรรมการนโยบายในระยะสามปีแรกสามารถอธิบายได้ด้วยเหตุ ที่กรรมการนโยบายก่อกำเนิดขึ้นก่อนกรรมการบริหาร และทำงานเต็มเวลาซึ่งน่าจะมีความเหมาะสมตามความจำเป็นในระยะก่อตั้งองค์การ แต่เมื่อองค์การพัฒนาไปในระดับหนึ่งและมีความมั่นคงมากขึ้น ควรมีการทบทวนบทบาทของกรรมการนโยบายให้มีความเหมาะสมกับพัฒนาการขององค์การ

โดย ทั่วไป บุคลากรทุกระดับขององค์การมีศักยภาพและทำงานภายใต้ข้อกำหนดด้านจริยธรรม ในด้านทรัพยากรบุคคล แม้บุคลากรด้านข่าวจะมีสัดส่วนสูงกว่าด้านอื่นๆ แต่เมื่อเทียบกับวัตถุประสงค์ที่ต้องผลิตรายการข่าวร้อยละ 40 ของเวลาทั้งหมด และเทียบกับบุคลากรด้านข่าวของสื่อโทรทัศน์อื่นๆ ในเบื้องต้นพบว่า บุคลากรด้านข่าวของ ส.ส.ท. อาจยังไม่เพียงพอ การพัฒนานักข่าวพลเมืองและศูนย์ข่าวภูมิภาคเป็นนวัตกรรมที่สำคัญและควรได้ รับการส่งเสริมพัฒนาให้เข้มแข็งขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะจะเป็นช่องทางสำคัญในการสร้างพื้นที่สื่อสารให้แก่คนในภูมิภาค แต่พบว่า งบประมาณ บุคลากร และเทคโนโลยียังมีจำกัด  

ส.ส.ท. ยังขาดกระบวนการติดตามประเมินผลการดำเนินงานในทุกระดับทั้งในส่วนกลาง และงานในพื้นที่อย่างเป็นระบบ

ปี 2553 สสท. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านรายการมากขึ้น แต่จากการจัดเวทีสนทนากลุ่มและคณะผู้ประเมินให้ข้อมูลเกี่ยวกับรายการต่างๆ ของ ส.ส.ท. ผู้เข้าร่วมเวทีเห็นว่า ส.ส.ท.มีรายการที่น่าสนใจเป็นจำนวนมาก แต่ขาดการประชาสัมพันธ์ผังรายการ บางรายไม่ทราบว่า ทีวีไทยคือช่องเลขใด และสับสนกับช่องอื่นๆ ผังรายการที่เปลี่ยนแปลงทุกสามเดือนทำให้ยากในการติดตามชม ในอีกด้านหนึ่งยังเป็นอุปสรรคในการวางแผนและพัฒนาตนเองของผู้ผลิตอิสระราย ใหม่

 เอกสารประกอบการวิจัย


ไม่มีเอกสารในงานวิจัยนี้